อ่านฉบับเต็ม

18:08u. @ ๑ ๑ - © 182 a 5° 8474 50%
0 A skyinterlegal.coth/index + :
alla นักสืบต้องมีความกล้าในการตัดสินใจที่จะดําเนินการหรือไม่
eerie ดําเนินการสิ่งใด
lade นักสืบ ที่ดีจะต้องมีการวิเคราะห์และประเมินเหตุการณ์อย่าง
peers รอบคอบ ต้องไม่ใจร้อน การเร่งรีบเกินไปในการปฏิบัติภารกิจ การ
unin | สะกดรอยติดตามเป้าหมายอย่างกระชั้นชิดเกินไป ก็อาจทําให้เป่า
| โรกัญ หมายรู้ตัว อันเป็นผลให้ภารกิจลัมเหลว ซึ่งอาจทําให้เกิดอันตราย
Eee undersides ขึ้นกับตัวนักสืบเองหรือผู้ว่าจ้างก็เป็นได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ย่อมทําให้
EOE นักสืบคนนั้นก็ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจเดิมได้อีก ต้องเปลี่ยนตัว
นักสืบ ซึ่งนักสืบคนใหม่ที่เข้ามาทํางานแทนก็จะทํางานได้ยากกว่า
เดิม เพราะเป้าหมายจะต้องระวังตัวเพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เป้า
2 - หมายมีหมายจับ หรือมีความผิดติดตัว ก็จะทําให้เป้าหมายหาสถาน
ที่หลบซ่อนตัวใหม่ เป็นผลให้ทีมงานนักสืบก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่ใน
oR ae ‘ol การสืบหาตัวเป้าหมายอีก นักสืบต้องไม่ใจเย็นเกินไป เพราะการที่
alton ie ทําอะไรชักช้าเกินไป เฝ้ารอดูการเคลื่อนไหวของเป้าหมายอยู่แต่
ie ภายนอกอย่างเดียวก็อาจทําให้ภารกิจล้ม เหลวได้ เช่น นักสืบได้
Peto สะกดรอยตามเป้าหมายไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วเฝ้ารอดูอยู่แต่
[๒] are ด้านนอกเพราะกลัวเป่าหมายจระรู้ตัวว่าถูกติดตาม โดยไม่พยายาม
น ว ที่จะเข้าไปสํารวจสถานที่นั้น ทําให้ไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนั้นยังมี
= hie ทภางออกทางอื่นอีก ซึ่งอาจทําให้คลาดกับเป้าหมายได้ถ้าเป้าหมาย
“prom roe | ออกไปอีกทางหนึ่ง หรือการติดตามเป้าหมายโดยการเฝ้าติดตาม
๑ signings | ยานพาหนะของเป้าหมาย โดยคิดแต่เพียงว่าถ้ารถคันนี้เคลื่อนตัว
: ออกไป จะต้องเป็นเป่าหมายที่เป็นคนใช้รถคันนี้อย่างแน่นอน โดย
อทักากรรซ์ ไม่พุยายามเข้าไปตรวจสอบดูว่าใครเป็นผู้ที่ใช้รถคันนี้กันแน่ โดย
จนลยอนผุลลายอข์อล์ง MIM ไปห่างๆ หรือการรอดูแต่สัญญาณจากเครื่องมือที่ติดไว้ที่
ลสภพเค วิดเป้าหมาย กว่าจะรูตัวว่าสะกดรอยตามผิดคน แล้วนักสืบย้อน
กลับมาหาเป้าหมายยังสถานที่เดิมอีกที่ ก็อาจหาเป้าหมายไม่พบ
แล้ว ภารกิจก็ลัมเหลว นักสืบที่ดีจึงควรมีการคิดวิเคราะห์ และ
ตัดสินใจเฉพาะหน้าในเหตุการณ์นั้นๆ ได้ดีด้วย จึงจะทําให้สามารถ
บรรลุภารกิจได้ดี
การรอคอยในงานนักสืบ การรอคอยเป็นสิ่งที่ดี แต่นักสืบไม่ควร
รอคอยนานเกินไป
นักสืบ ที่ดีต้องมีความอดทน ความอดทนเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่
นักสืบถูกสอนมาตลอดจากนักสืบรุ่นเก่าๆ ให้อดทนรอคอย แต่การ
รอคอยนั้นควรมีการกําหนดระยะเวลาด้วย คือถ้าเห็นว่าเหตุการณ์
ดูเงียบเกินไป หรือระยะเวลาในการเฝ้ารอเป้าหมายนานเกินไปแล้ว
เป่าหมายไม่เคลื่อนไหวเลย นักสืบจะต้องรายงานให้หัวหน้าทีม
สืบสวนทราบ เพื่อหาทางตรวจสอบให้ได้ว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติเกิด
ขึ้นกับเป้าหมายหรือไม่ หรือว่าเป้าหมายยังคงอยู่ในห้องพักตัวเอง
หรือไม่ หรือว่าเป้าหมายได้หลบหนืออกไปโดยวิธีใดวิธีหนึ่งที่นักสืบ
ตรวจสอบไม่พบแล้ว ก็เป็นได้ อีกทั้งการที่นักสืบอยู่เฝ้าเป้าหมายใน
สถานที่เดิมเป็นเวลานานๆ ก็จะเป็นที่สังเกตของคนทั่วไปได้ง่าย ดัง
นั้นนักสืบที่ดีควรต้องมีการตรวจสอบเป้าหมายเป็นระยะตามสมควร
ไม่ใช่การอดทนรอเวลาแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเป้าหมายก็เป็น
คนเหมือนกับเรา มีไหวพริบปฏิภาณเหมือนกันกับนักสืบ ย่อมสังเกต
เห็นสิ่งผิดปกติได้อย่างแน่นอน
ความจริงกับงานนักสืบ นักสืบต้องพูดความจริง
นักสืบ ต้องพูดความจริง การพูดความจริงเป็นคุณสมบัติอีก
ข้อที่สําคัญยิ่งในการเป็นนักสืบ ในการปฏิบัติงานสืบสวนนั้นต้องมี
ออูเณฑ์
เว © Ss aim 5500ส.4ผ50%

ความจริงกับงานนักสืบ นักสืบต้องพูดความจริง

นักสืบ ต้องพูดความจริง การพูดความจริงเป็นคุณสมบัติอีก
ข้อที่สําคัญยิ่งในการเป็นนักสืบ ในการปฏิบัติงานสืบสวนนั้นต้องมี
การทํางานเป็นทีม ดังนั้นภายในทีมงานนักสืบแต่ละคนจะต้องไม่มี
การโกหกกัน ต้องพูดความจริงกัน ถ้าโกหก หรือกล่าวเท็จต่อกัน
แล้วจะทําให้ภารกิจล้มเหลว หรืออาจเกิดอันตรายขึ้นกับตัวนักสืบ
ได้ เช่น นักสืบทีมหนึ่งได้รับมอบหมายภารกิจให้ไปฝ้าสะกดรอย
ตามเป้าหมายยังสถานที่แห่งหนึ่ง หัวหน้าทีมนักสืบ ได้ทําการ
สํารวจสถานที่แล้ว มีการวางแผน มอบหมายงานให้นักสืบแต่ละคน
เฝ้าเส้นทางเข้าออกของเป้าหมายเป็นอย่างดี แต่มีนักสืบคนหนึ่งใน
ทีมที่ได้รับมอบหมายให้เฝ้าเส้นทางหนึ่งนั้น มีเหตุจําเป็นที่จะต้อง
ไปทําธุระส่วนตัวที่อื่นสักพัก แต่ไม่แจ้งให้หัวหน้าทีมนักสืบทราบ
เพื่อจะได้ส่งนักสืบคนอื่นให้มาเฝ้าเส้นทางนั้นแทน แต่ได้รีบไปทํา
ธุระส่วนตัวแล้วรีบกลับมาโดยไม่แจ้งให้ทีมงานทราบ ซึ่งเป็นช่วง
เวลาเดียวกันกับที่เป้าหมายได้หลบหนีออกไปตามเส้นทางนั้น เมื่อ
เวลาผ่านไปนานจนผิดปกติแล้ว หัวหน้าทีมนักสืบได้ตรวจสอบกับ
นักสืบทุกคน ต่างยืนยันว่าได้เฝ้าเป้าหมายอยู่ตลอดเวลายังไม่เห็น
เป้าหมายออกไปเลย กว่าที่ทีมงานจะหาวิธีเข้าไปตรวจสอบภายใน
ที่พักดังกล่าว เป้าหมายก็เดินทางไปไกลแล้ว ทําให้ภารกิจลัมเหลว
ซึ่งในกรณีนี้ถ้านักสืบคนนั้นพูดความจริง ก็จะไม่เกิดเรื่องอย่างนี้
แน่นอน ภารกิจคงสําเร็จลุล่วงไปแล้ว
ความผิดพลาดในงานนักสืบ นักสืบต้องยอมรับความผิดพลาด
ได้

นักสืบ ก็เป็นคนปกติเหมือนบุคคลทั่วไป ที่เวลาทําอะไรแล้ว
ย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ แต่เมื่อนักสืบปฏิบัติงานที่ได้
รับมอบหมายผิดพลาดแล้ว ต้องยอมรับความผิดพลาดนั้น ต้องแจ้ง
ให้หัวหน้าทีมนักสืบทราบทันทีที่มีความผิดพลาด เพื่อจะได้หา
หนทางแก้ไขความผิดพลาดนั้น อันจะนําไปสู่การปฏิบัติภารกิจที่
สําเร็จลุล่วงด้วยดีได้ แต่ถ้านักสืบไม่ยอมรับความผิดพลาดแล้ว
ปฏิบัติภารกิจไปตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิด ขึ้น ก็อาจทําให้
ภารกิจนั้นประสบความล้มเหลวได้ เช่น นักสืบคนหนึ่งได้รับมอบ
หมายให้ไปเฝ้าติดตามสะกดรอยสังเกตพฤติกรรมเป้าหมาย แต่ได้
คลาดกับเป้าหมายไม่รู้ว่าเป้าหมายเดินทางไปที่ไหน แล้วไม่แจ้งให้
หัวหน้าทีมนักสืบทราบเรื่อง แต่นักสืบคนนั้นรายงานกลับไปว่าเป้า
หมายไม่มีการเคลื่อนไหว หรือไม่พบเป้าหมาย ทําให้ทีมงานนักสืบ
ทํางานต้องเฝ้าเป้าหมายอยู่ที่เดิมทั้งที่เป้าหมายไม่อยู่ที่นั่นแล้ว
ภารกิจจึงไม่มีความคืบหน้าหรือลัมเหลวนั่นเอง แต่ถ้านักสืบรายงาน
กลับไปตามความจริงในทันทีทันใดที่คลาดกันกับเป้าหมาย ทางทีม
งานนักสืบก็จะได้รีบหาวิธีแก้ไขเพื่อตามตัวเป้าหมายได้ในเวลานั้น
ซึ่งจะสามารถทําให้ปฏิบัติหน้าที่ได้สําเร็จลุล่วงไปได้
ความน่าเชื่อถือของข่าวในงานนักสืบ นักสืบต้องมีการประเมิน
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว

นักสืบ ส่วนมากต้องมีการหาข่าวจากแหล่งข่าว แหล่งข่าว
หรือสายข่าวมีความสําคัญเป็นอย่างมากในงานของนักสืบ การหา
ข่าวหรือหาข้อมูลทุกระดับชั้นในงานของนักสืบ เป็นสิ่งที่นักสืบทุก
คนต้องปฏิบัติ เพราะนักสืบมีหน้าที่ในการพิสูจน์ความจริงในภารกิจ
ที่ได้รับมอบหมาย การรวบรวมข้อมูลข่าวสารของนักสืบนั้นแบ่งได้
เป็นหลายประเภท เช่น ข้อมูลข่าวสารที่นักสืบพบเห็นหรือได้จาก
การพิสูจน์ทราบเองของนักสืบ ข้อมูลข่าวสารที่ได้จากตัวผู้ว่าจ้าง
และข้อมูลข่าวสารที่ได้จากสายลับหรือแหล่งข่าว โดยนักสืบจะ
ต้องทําการวิเคราะห์ว่าข้อมูลข่าวสารที่ได้มานั้น ว่ามีความน่าเชื่อ
ถือเพียงใด เช่น.นัฉลีบต้องอ23สืบหาที่อยู่ของเป้าหมายที่หลบหนี
= เง ล ไฝ0ไ
18:08u. @@๑ ๑ > © Ws a 50 ส 40 50%
ความน่าเชื่อถือของข่าวในงานนักสืบ นักสืบต้องมีการประเมิน
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว
นักสืบ ส่วนมากต้องมีการหาข่าวจากแหล่งข่าว แหล่งข่าว
หรือสายข่าวมีความสําคัญเป็นอย่างมากในงานของนักสืบ การหา
ข่าวหรือหาข้อมูลทุกระดับชั้นในงานของนักสืบ เป็นสิ่งที่นักสืบทุก
คนต้องปฏิบัติ เพราะนักสืบมีหน้าที่ในการพิสูจน์ความจริงในภารกิจ
ที่ได้รับมอบหมาย การรวบรวมข้อมูลข่าวสารของนักสืบนั้นแบ่งได้
เป็นหลายประเภท เช่น ข้อมูลข่าวสารที่นักสืบพบเห็นหรือได้จาก
การพิสูจน์ทราบเองของนักสืบ ข้อมูลข่าวสารที่ได้จากตัวผู้ว่าจ้าง
และข้อมูลข่าวสารที่ได้จากสายลับหรือแหล่งข่าว โดยนักสืบจะ
ต้องทําการวิเคราะห์ว่าข้อมูลข่าวสารที่ได้มานั้น ว่ามีความน่าเชื่อ
ถือเพียงใด เช่น นักสืบต้องการสืบหาที่อยู่ของเป้าหมายที่หลบหนี
อยู่ แต่นักสืบกลับไปถามหาเป้าหมายกับญาติพี่น้องของเป้าหมาย
โดยที่ไม่ทราบว่าเป็น คําตอบที่ได้รับกลับอออกมาก็ไม่น่าจะเป็น
ความจริงอยู่แล้ว เพราะญาติพี่น้องย่อมช่วยเหลือ ปกปิด แหล่งที่
ซ่อนของเป้าหมายอยู่แล้ว และที่แย่กว่านั้นคือญาติพี่น้องได้ส่งข่าว
บอกให้เป่าหมายรู้ตัวแล้วว่ามีคน มาตามหาตัว ทําให้เป้าหมายหลบ
หนีไปที่อื่น ภารกิจของนักสืบก็จะลัมเหลว สายข่าวบางคนที่ให้
ข้อมูลมาอาจจะให้ข้อมูลที่เกินจริง เพราะต้องการได้รับความ
สําคัญจากนักสืบ หรือต้องการค่าตอบแทนจากการให้ข่าว หรือสาย
ข่าวบางคนก็ให้ข้อมูลจากความเชื่อของตนเอง โดยไม่ค่อยจะมี
ความจริงเท่าใด นักสืบจึงต้องมีการคิดวิเคราะห์ก่อนว่าจะถาม
ข้อมูลจากแหล่งข่าวคนใด ข้อมูลที่ได้มานั้นมีความถูกต้องแม่นยํา
มากน้อยเพียงใด เป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นเพียงความเห็นของแหล่ง
ข่าวเท่านั้น จึงจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถทําให้ภารกิจสําเร็จ
ลุล่วงไปได้
ความประมาทในงานนักสืบ นักสืบต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่
ประมาท
นักสืบ ที่ดีต้องปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาด้วยความ
ระมัดระวัง มีสติอยู่ตลอดเวลา นักสืบต้องไม่ประมาทในงานที่ได้รับ
มอบหมายมา อย่าคิดว่าเป็นงานที่ง่าย เพราะถ้าเป็นภารกิจที่ง่าย ผู้
จ้างก็คงไม่เสียค่าใช้จ่ายมาจ้างนักสืบอย่างแน่นอน ผู้ว่าจ้างคงทํา
เองไปแล้ว ดังนั้นเมื่อนักสืบได้รับมอบหมายภารกิจมาแล้ว ต้อง
ปฏิบัติภารกิจด้วยความรอบคอบเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานยากหรือง่าย
แค่ไหนก็ตาม เพราะงานของนักสืบเป็นงานที่ต้องสืบหาข้อมูลความ
จริง จากสิ่งที่เป้าหมายต้องการปกปิดให้เป็นความลับอยู่แล้ว ถ้า
นักสืบไม่มีความระมัดระวัง ทําให้เป้าหมายรู้ตัวว่ามีนักสืบกําลัง
สืบหาความลับของตัวเองอยู่ เป้าหมายอาจมีการวางแผนปกปิด
ความลับที่ดีขึ้นกว่าเดิม หรืออาจจะแกล้งให้นักสืบได้ข้อมูลที่เป็น
เท็จออกไป หรือถ้าเป้าหมายเป็นผู้หลบหนีคดีก็จะหลบไปหาที่ซ่อน
ที่อื่น หรืออาจทําให้เกิดอันตรายแก่ตัวนักสืบเองได้ เป็นผลให้
ภารกิจลัมเหลว
การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม นักสืบต้องไม่ทําตัวให้เป็นจุด
สนใจของใคร
นักสืบ ต้องทําตัวให้ธรรมดาที่สุด ไม่โดดเด่น ในระหว่างการ
ปฏิบัติงานนักสืบนั้น นักสืบอาจจําเป็นที่จะต้องมีการปกปิด หรือ
พรางตัว ไม่ต้องการให้ใคร (โดยเฉพาะเป้าหมาย) ทราบว่าเราเป็น
นักสืบ ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดคือการทําตัวให้กลมกลืนกับสภาพ
แวดล้อม อย่าทําตัวแปลกแยก เป็นจุดเด่นเป็นที่สนใจของชาวบ้าน
ไม่ไปคุยโม้โอ้อวดว่าตัวเองเป็นนักสืบ มาทําการสืบสวนหาตัวเป้า
หมาย เพราะจะทําให้เป้าหมาย ญาติของเป้าหมายรู้ตัว (โดยเฉพาะ
ในต่างจังหวัฒฉะต้องตร2ลสอม1ม้ดีก่อนที่จะขอข้อมูลจากบุคคล
e ล ล 1 ้้[ฟัไน3 5๐
18:.08น. @๑ ๑ - อ 2 a 56 944 50%
การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม นักสืบต้องไม่ทําตัวให้เป็นจุด
สนใจของใคร
นักสืบ ต้องทําตัวให้ธรรมดาที่สุด ไม่โดดเด่น ในระหว่างการ
ปฏิบัติงานนักสืบนั้น นักสืบอาจจําเป็นที่จะต้องมีการปกปิด หรือ
พรางตัว ไม่ต้องการให้ใคร (โดยเฉพาะเป้าหมาย) ทราบว่าเราเป็น
นักสืบ ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดคือการทําตัวให้กลมกลืนกับสภาพ
แวดล้อม อย่าทําตัวแปลกแยก เป็นจุดเด่นเป็นที่สนใจของชาวบ้าน
ไม่ไปคุยโม้โอ้อวดว่าตัวเองเป็นนักสืบ มาทําการสืบสวนหาตัวเป้า
หมาย เพราะจะทําให้เป้าหมาย ญาติของเป้าหมายรู้ตัว (โดยเฉพาะ
ในต่างจังหวัด จะต้องตรวจสอบให้ดีก่อนที่จะขอข้อมูลจากบุคคล
ในพื้นที่ ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตํารวจ หรือกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน
เพราะบุคคลเหล่านี้อาจจะเป็นญาติหรือมีความสนิทสนมกับ
ครอบครัวของเป้าหมายก็ เป็นไปได้) หรือผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเป้า
หมาย รู้ความเคลื่อนไหวของเป้าหมายก็อาจที่จะไม่กล้าให้ข้อมูล
กับนักสืบเพราะเกรง กลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับตน การเปิดเผย
ฐานะของนักสืบจึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการทํางานแต่อย่างใด
ขั้นตอนการปฏิบัติของนักสืบ ไม่มีนักสืบที่เก่งมีแต่นักสืบที่ขยัน
เท่านั้น
นักสืบ ไม่สามารถใช้เครื่องมือชนิดใดในการวัดว่าใครมี
ความสามารถมากกว่ากัน ส่วนใหญ่แล้วนักสืบไม่มีใครเก่งกว่ากัน
มากนัก แต่อยู่ที่ใครขยันมากกว่ากัน จึงสามารถทํางานได้ประสบ
ผลสําเร็จมากกว่ากัน งานของนักสืบเป็นการสืบหาข้อเท็จจริงเพื่อ
ให้บรรลุเป้าหมายในการสืบสวน ซึ่งวิธีที่จะหาข้อเท็จจริงนั้นมีอยู่
มากมายหลายวิธี ซึ่งนักสืบส่วนใหญ่จะพอมองออกว่ามีวิธีการใด
บ้าง เช่น งานชิ้นหนึ่งมีวิธีในการสืบเพื่อหาความจริง 10 วิธี แต่มีวิธี
การได้ความจริงอยู่วิธีเดียวเท่านั้น นักสืบคนหนึ่งได้ทําไปได้ 8 วิธี
ก็สามารถหาคําตอบได้ นักสืบอีกคนหนึ่งใช้เพียงวิธีเดียวก็สามารถ
หาคําตอบได้เลย แต่นักสืบอีกคนอาจทําไปได้ 5 วิธี ยังไม่ได้คํา
ตอบ ก็ไม่ดําเนินการต่อแล้ว ก็จะไม่สามารถหาคําตอบได้เลย ดัง
นั้นจะเห็นได้ว่านักสืบที่มีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติหน้าที่ จะ
ทําให้ทํางานได้ประสบผลสําเร็จได้มากกว่านักสืบที่มีความ
เกียจคร้าน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของนักสืบ
ด้วย ว่าจะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการ
สืบสวนมากน้อยเพียงไร (เช่นข้อมูลด้านการติดต่อสื่อสาร หรือ
ข้อมูลด้านการเงินของเป้าหมาย) เพราะนักสืบที่มีข้อมูลพื้นฐานใน
การสืบสวนมากกว่าย่อมมีโอกาสในการประสบผล สําเร็จในงาน
สืบสวนมากกว่านั่นเอง
นักสืบต้องทําความรู้จักเป้าหมายให้ดีที่สุดก่อนลงมือปฏิบัติการ
นักสืบ ที่ดีเมื่อ รับงานมาจากผู้ว่าจ้างแล้ว จะต้องหาข้อมูล
เกี่ยวกับเป้าหมายให้มากที่สุด โดยถ้าเป็นงานสะกดรอยติดตาม
พฤติกรรม หรือการสืบชู้สาว ก็จะต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายที่
นักสืบจะต้องติดตามให้มากที่สุด เช่น เป้าหมายนั้นเป็นใคร พัก
อาศัยอยู่ที่ใด ประกอบอาชีพอะไร ใช้ยานพาหนะอะไร มีกิจวัตร
ประจําวันอย่างไรบ้าง ชอบไปเที่ยวที่ไหน เข้าหรือออกจากพี่พัก
เวลาใด มีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร หรือน่าจะมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว
กับใคร(ตามความเห็นของผู้ว่าจ้าง) โดยวิธีการที่นักสืบจะหาข้อมูล
ที่ง่ายที่สุดและดีที่สุดก็คือการซักถามจาก ผู้ว่าจ้างนั่นเอง โดยเมื่อ
ได้ข้อมูลทั้งหมดของเป้าหมายมาแล้ว นักสืบต้องเอาข้อมูลเหล่านั้น
มาประกอบในการวางแผนการทํางาน ว่าจะใช้วีการใดในการ
ติดตามเป้าหมาย จะใช้พาหนะแบบใด นักสืบต้องอําพรางตัวหรือไม่
อย่างไร จะสามารณูใช้เครื่องมืออื่นช่วยในการติดตามได้หรือไม่
"อลแรหรล ไดปได
18:08u. @@๑ ๑ - © bio am °° Sd 4 50%
นักสืบต้องทําความรู้จักเป้าหมายให้ดีที่สุดก่อนลงมือปฏิบัติการ
นักสืบ ที่ดีเมื่อ รับงานมาจากผู้ว่าจ้างแล้ว จะต้องหาข้อมูล
เกี่ยวกับเป้าหมายให้มากที่สุด โดยถ้าเป็นงานสะกดรอยติดตาม
พฤติกรรม หรือการสืบชู้สาว ก็จะต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายที่
นักสืบจะต้องติดตามให้มากที่สุด เช่น เป้าหมายนั้นเป็นใคร พัก
อาศัยอยู่ที่ใด ประกอบอาชีพอะไร ใช้ยานพาหนะอะไร มีกิจวัตร
ประจําวันอย่างไรบ้าง ชอบไปเที่ยวที่ไหน เข้าหรือออกจากพี่พัก
เวลาใด มีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร หรือน่าจะมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว
กับใคร(ตามความเห็นของผู้ว่าจ้าง) โดยวิธีการที่นักสืบจะหาข้อมูล
ที่ง่ายที่สุดและดีที่สุดก็คือการซักถามจาก ผู้ว่าจ้างนั่นเอง โดยเมื่อ
ได้ข้อมูลทั้งหมดของเป้าหมายมาแล้ว นักสืบต้องเอาข้อมูลเหล่านั้น
มาประกอบในการวางแผนการทํางาน ว่าจะใช้วีการใดในการ
ติดตามเป้าหมาย จะใช้พาหนะแบบใด นักสืบต้องอําพรางตัวหรือไม่
อย่างไร จะสามารถใช้เครื่องมืออื่นช่วยในการติดตามได้หรือไม่
หรือถ้าในระหว่างที่นักสืบกําลังติดตามเป้าหมายอยู่นั้น เกิดเป้า
หมายหลุดไประหว่างทาง นักสืบจะต้องไปดักรอพบเป้าหมายอีกที่
ใด ซึ่งจะทําให้งานบรรลุผลได้ง่ายขึ้น จะเห็นได้ว่าข้อมูลเหล่านี้เป็น
สิ่งที่สําคัญและจําเป็นมากในงานสืบสวน ผู้ว่าจ้างจึงจําเป็นที่จะให้
ข้อมูลที่ถูกต้องและมากที่สุดเกี่ยวกับเป้าหมาย ให้นักสืบด้วย เพื่อ
ความสํา เร็จของงานนั้นๆ
นักสืบต้องรายงานความคืบหน้าของภารกิจให้ผู้ว่าจ้างทราบ
เป็นระยะ
นักสืบ ที่ดีต้องเป็นผู้ประสานงานที่ดีด้วย สิ่งที่จําเป็นสําหรับ
งานสืบสวนอีกอย่างหนึ่ง คือการติดต่อประสานงาน แลกเปลี่ยน
ข้อมูลข่าวสารกับผู้ว่าจ้างเป็นระยะ การที่นักสืบรายงานความคืบ
หน้าของงานให้กับผู้ว่าจ้างทราบเป็นระยะ นอกจากจะทําให้สผู้ว่า
จ้างเกิดความสบายใจ รู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง และได้รับรู้ความคืบ
หน้าของงานตลอดแล้ว ยังทําให้นักสืบได้รู้ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม
จากผู้ว่าจ้างได้อีกด้วย โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องการสืบชู้สาว ผู้ว่าจ้าง
จะ มีความต้องการทราบความคืบหน้าของการสืบสวนเป็นอย่างยิ่ง
และในเรื่องนี้ผู้ว่าจ้างก็สามารถช่วยงานนักสืบได้มาก โดยผู้ว่าจ้าง
จะรู้ข้อมูลของเป้าหมายเกือบทุกว่า เช่นรู้ว่าเป้าหมายออกจากบ้าน
เวลาใด ใช้รถยนต์คันไหนออกไป หรือจะออกไปต่างจังหวัด หรือ
ไม่กลับไปค้างคืนที่บ้านหรือไม่ ซึ่งจะช่วยทําให้งานของนักสืบง่าย
เทคโนโลยีในงานนักสืบ นักสืบต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้
เกิดประโยชน์
นักสืบ ต้องไม่เป็นคนที่ใช้เทคโนโลยีไม่เป็น ปัจจุบันนี้
เทคโนโลยีได้มีการพัฒนา วิวัฒนาการให้ทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิมใน
ทุกๆ วัน นักสืบจึงต้องมีการเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
ที่ค้าวหน้าขึ้น เพื่อช่วยให้งานสืบสวนประสบผลสําเร็จง่ายขึ้น เช่น
การหาข้อมูลจากอินเตอร์เนต (ข้อมูลที่ได้จากอินเตอร์เนตจําเป็นที่
นักสืบจะต้องมีการพิสูจน์เสียก่อนว่า มีความจริงมากน้อยเพียงไร
จึงจะสามารถนําข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้ เพราะข้อมูลจาก
อินเตอร์เนตมีความน่าเชื่อถือน้อย) การใช้ข้อมูลจากการติดต่อ
สื่อสาร (ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ สามารถบอกอะไรแก่นักสืบได้
หลายอย่าง เช่น หมายเลขที่โทรออกหรือรับสาย การส่ง sms หรือ
สถานที่ที่ใช้โทรศัพท์นั้นๆ ) การใช้ข้อมูลทางด้านการเงินการ
ธนาคาร (คนส่วนใหญ่ต้องมีการทําธุรกรรมด้านการเงินกับทาง
ธนาคารอยู่แล้ว ไม่ค่อยมีคนที่ทํางานได้เงินแล้วจะเอาเงินไปเก็บไว้
ที่บ้านทั้งหมดแน่) ตอลดจนข้อมูลบัตรเครดิต ข้อมูลการประกัน
สังคม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับนักสืบอย่างมากในการ
ทํางาน ช่วยไม้๑23อิฉมรรณุเปิฉณมายได้อย่างรวดเร็ว
18:.08น. @๑ ๑ - อ 2 a 56 944 50%

เทคโนโลยีในงานนักสืบ นักสืบต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้
เกิดประโยชน์

นักสืบ ต้องไม่เป็นคนที่ใช้เทคโนโลยีไม่เป็น ปัจจุบันนี้
เทคโนโลยีได้มีการพัฒนา วิวัฒนาการให้ทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิมใน
ทุกๆ วัน นักสืบจึงต้องมีการเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
ที่ค้าวหน้าขึ้น เพื่อช่วยให้งานสืบสวนประสบผลสําเร็จง่ายขึ้น เช่น
การหาข้อมูลจากอินเตอร์เนต (ข้อมูลที่ได้จากอินเตอร์เนตจําเป็นที่
นักสืบจะต้องมีการพิสูจน์เสียก่อนว่า มีความจริงมากน้อยเพียงไร
จึงจะสามารถนําข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้ เพราะข้อมูลจาก
อินเตอร์เนตมีความน่าเชื่อถือน้อย) การใช้ข้อมูลจากการติดต่อ
สื่อสาร (ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ สามารถบอกอะไรแก่นักสืบได้
หลายอย่าง เช่น หมายเลขที่โทรออกหรือรับสาย การส่ง sms หรือ
สถานที่ที่ใช้โทรศัพท์นั้นๆ ) การใช้ข้อมูลทางด้านการเงินการ
ธนาคาร (คนส่วนใหญ่ต้องมีการทําธุรกรรมด้านการเงินกับทาง
ธนาคารอยู่แล้ว ไม่ค่อยมีคนที่ทํางานได้เงินแล้วจะเอาเงินไปเก็บไว้
ที่บ้านทั้งหมดแน่) ตอลดจนข้อมูลบัตรเครดิต ข้อมูลการประกัน
สังคม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับนักสืบอย่างมากในการ
ทํางาน ช่วยให้ภารกิจบรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
ความลับของลูกค้า นักสืบที่ดีต้องรักษาความลับของผู้ว่าจ้างไม่
นําไปเผยแพร่ต่อบุคคลอื่น

นักสืบ ต้องเป็นคนที่รักษาความลับได้ดี เมื่อมีการติดต่อว่า
จ้างจากผู้ว่าจ้างให้ นักสืบทําการสืบสวนในเรื่องใดแล้ว ข้อควร
ปฏิบัติอย่างหนึ่งที่นักสืบต้องยืดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดคือ การ
รักษาความลับของผู้ว่าจ้าง ไม่ ว่าจะมีการว่าจ้างนักสืบเกิดขึ้นจริง
หรือไม่ หรือเป็นเพียงขั้นตอนในการติดต่อสอบถามเพื่อการตัดสิน
ใจของผู้ว่าจ้างก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนใดของการปฏิบัติงาน
หรือเมื่อภารกิจนั้นสิ้นสุดลง นักสืบได้ทําการส่งมอบงานให้กับผู้ว่า
จ้างแล้วก็ตาม ความรับผิดชอบของนักสืบในการรักษาความลับของ
ผู้ว่าจ้าง ยังคงมีอยู่ตลอดไป ไม่ได้สิ้นสุดลงไปตามภารกิจที่มีการว่า
จ้างกันนั้น นักสืบจะต้องรักษาความลับนั้นตลอดไป ต้องไม่มีการนํา
ไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นทราบ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม ทั้งนี้รวม
ถึงญาติ และพรรคพวก เพื่อนฝูงของนักสืบเองด้วย เพราะถ้ามีผู้อื่น
รู้ความลับดังกล่าวแล้ว เรื่องนั้นจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป เพราะ
ว่าเรื่องราวความลับบางอย่างนั้นอาจมีความสําคัญเกี่ยวเนื่องกับ
เกียรติยศและชื่อเสียงของผู้ว่าจ้าง หากเรื่องราวเหล่านี้ถูกเผยแพร่
ออกไปแล้ว ผู้ว่าจ้างอาจเสื่อมเสียชื่อเสียง นักสืบเองก็จะขาดความ
น่าเชื่อถือ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใครเลยทั้งตัวผู้ว่าจ้างและนักสืบเอง ดัง
นั้น การรักษาความลับของผู้ว่าจ้าง จึงเป็นหน้าที่และความรับผิด
ชอบโดยตรงของนักสืบ เพราะการที่ผู้ว่าจ้างยินยอมที่จะเล่าความ
ลับของตนเองให้กับนักสืบทราบเพื่อ ให้ข้อมูลแก่นักสืบมากที่สุด
เพื่อที่นักสืบจะได้ทํางานได้บรรลุวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้าง (ทั้งๆ ที่
ความลับบางเรื่องผู้ว่าจ้างยังไม่กล้าเล่าให้ญาติพี่น้องทราบเลย)
หมายความว่าผู้ว่าจ้างย่อมให้ความไว้วางใจในตัวนักสืบ การที่
นักสืบนําเรื่องราวเหล่านั้นของผู้ว่าจ้างไปเปิดเผยทั้งโดยเจตนาหรือ
ไม่เจตนาก็ตาม ก็เป็นการทําลายความไว้ใจที่ผู้จ้างมีต่อตัวนักสืบ
เป็นการทําลายชื่อเสียง เกียรติยศ ความไว้เนื้อเชื่อใจของตัวนักสืบ
เอง ดังนั้นการรักษาความลับของลูกค้า จึงเหมือนเป็นกฎข้อบังคับ
อันสําคัญของนักสืบ ที่นักสืบต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ความจริงกับงานนักสืบ นักสืบไม่ควรพูดจาเกินจากความเป็น
จริง

นักสืบ ต้องพูดแต่ในสิ่งที่สามารถทําได้ ในโลกของนักสืบนั้น
ไม่มีงานใดของนัฉลืมนี่สลม๑5๑รับรองผลการปฏิบัติงานได้
ANN เอได นซีอชี apes mete oY A SYS LB. So, paste ep ora
เว2 © พ! am 50 ส 4พ 50%

การสังเกตและจดจําในงานนักสืบ นักสืบต้องเป็นคนช่างสังเกต
จดจําและมีไหวพริบปฏิภาณดี

นักสืบ ต้องช่างสังเกต ในการปฏิบัติงานของนักสืบนั้น บ่อย
ครั้งที่นักสืบจะต้องไปทํางานในสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน หรือต้อง
ติดตามสะกดรอยเป้าหมายที่นักสืบไม่เคยพบตัวจริงมาก่อน เห็น
ภาพแต่ในรูปถ่าย ซึ่งคนบางคนดูในรูปถ่ายแล้วไม่ค่อยเหมือนกับ
ตัวจริง และที่หนักที่สุดคือเป้าหมายนั้นบุคคลที่มีหมายจับ หรือหลบ
หนีการจับกุม ภาพถ่ายเป้าหมายที่นักสืบได้รับมานั้นไม่เป็นปัจจุบัน
และเป้าหมายอาจมีการพรางตัวด้วยการปรับเปลี่ยนบุคลิก ทรงผม
ลักษณะการแต่งกาย รูปร่าง และอาจมีการทําศัลยกรรมใบหน้า
หรืออาจมีการใช้เอกสารปลอมด้วย (เช่น บัตรประจําตัวประชาชน
ปลอม หรือบางครั้งมีการใช้บัตรประจําตัวประชาชนจริงแต่เป็นของ
คนอื่น ด้วยการอ้างว่าตนเป็นบุคคลนั้น) นักสืบจึงต้องใช้ทักษะใน
การสังเกตจดจําลักษณะ โดยรวมของเป้าหมาย เช่น ท่าทางการ
เดิน สําเนียงการพูด หรือลักษณะพิเศษเฉาะตัวของเป่าหมาย
เพราะบางทีนักสืบสามารถติดตามตัวเป้าหมายพบแล้ว แต่เป้า
หมายกลับอ้างว่าเป็นบุคคลอื่น ซึ่งนักสืบจะต้องหาวิธีพิสูจน์ทราบ
ให้ได้ว่าบุคคลนั้นกับเป้าหมาย เป็นบุคคลคนเดียวกันจริง เช่น การ
ตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือ แต่ที่ง่ายที่สุดคือการพิสูจน์จากบุคคล
ใกล้ชิด หรือญาติพี่น้องของเป้าหมายนั่นเอง ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะได้
ผลก็ต้องใช้ไหวพริบปฏิภาณ ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของ
นักสืบแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสอนกันได้ แต่ถ้านักสืบคน
ไหนที่ผ่านงานสืบสวนด้านนี้มามากจะได้เปรียบนักสืบที่มี
ประสบการณ์น้อย จะเห็นได้ว่าการเป็นคนช่างสังเกตจดจํา และ
ไหวพริบปฏิภาณที่ดีของนักสืบ จะช่วยทําให้นักสืบสามารถปฏิบัติ
งานได้ประสบผลสําเร็จ
การแสวงหาความรู้ในงานนักสืบ นักสืบที่ดีต้องมีการศึกษา
หาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ

นักสืบ ต้องมีการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ด้วยสภาพ
เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิถีการดําเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ตลอด
จนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่มีการพัฒนา
อย่างรวดเร็ว ทําให้นักสืบจะต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ
เพราะเทคนิค วิธีการ สืบสวนและเทคโนโลยีที่ใช้ในการสืบสวน
แบบเดิมๆ ที่เคยใช้ได้ผลเป็นอย่างดีในอดีตอาจจะใช้ไม่ได้ผลกับ
สถานการณ์ในปัจจุบัน นักสืบจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด
เทคนิคและวิธีการในการสืบสวนใหม่อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้บรรลุ
เป่าหมายในการสืบสวน นักสืบจะต้องรู้จักศึกษาหาอุปกรณ์ช่วยใน
การสืบสวนใหม่ๆ ที่ออกมาช่วยในการสืบสวนด้วย เช่น นักสืบใน
สมัยก่อน จะรู้จักแต่การเฝ้าจุด การซุ่มโป่ง ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ไม่มี
ความรู้ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ไม่รู้จักอินเตอร์เนต ไม่มีอุปกรณ์
ที่ทันสมัยช่วยในการสืบสวน ไม่มีความรู้ในการทําธุรกรรมด้านการ
เงิน ไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากการสื่อสาร ถามว่านักสืบรุ่นเก่าเหล่านี้
สามารถทํางานสืบสวนให้บรรลุเป่าหมายได้หรือไม่ คําตอบคือได้
(ถ้าเป็นยุคสมัยนั้น) แต่ไม่เหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่ง
สังคมมีความสับสนวุ่นวายกว่าในอดีตมาก ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิต
ด้วยความเร่งรีบ ไม่ค่อยมีใครมีเวลามาสนใจใคร นักสืบจึงต้องการ
ความรู้และวิทยาการใหม่ๆ มาใช้เพื่อประโยชน์ในงานสืบสวนด้วย
นอกจากนี้นักสืบยังต้องศึกษาหาความรู้จากประสบการณ์ทํางาน
ของนักสืบคนอื่น ด้วย เพราะนักสืบแต่ละคนมีประสบการณ์ทํางาน
ที่ไม่เหมือนกัน มีเทคนิควิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน นักสืบบาง
คนมีวิธีการทํางานในแบบที่เราคาดไม่ถึง แต่เราสามารถนํามาเป็น
แบบอย่างในการทํางานบางเรื่องได้ และที่สําคัญการเรียนรู้จาก
ด๑ดาาบผิดพลาด๑ลงผัสืนข่อมคลี๓จ่าคการเรียนรั๊ณาก กภารผิดพลาด
18:08u. @@๑ ๑ > อ Yo am 50 0ส 40 50%

ความจริงกับงานนักสืบ นักสืบไม่ควรพูดจาเกินจากความเป็น
จริง

นักสืบ ต้องพูดแต่ในสิ่งที่สามารถทําได้ ในโลกของนักสืบนั้น
ไม่มีงานใดของนักสืบที่สามารถรับรองผลการปฏิบัติงานได้
100 เปอร์เซ็นต์ เต็มจนกว่านักสืบจะปฏิบัติงานเสร็จสิ้น เพราะงาน
ทุกงานเมื่อนักสืบลงมือทําแล้วอาจมีตัวแปรหลายอย่างที่ไม่เหมือน
กัน เกิดขึ้น นักสืบจะเอาผลสําเร็จของงานหนึ่ง มาเปรียบเทียบกับ
อีกงานหนึ่งนั้น ไม่สามารถที่จะกระทําได้ นักสืบจึงไม่ควรคุยโอ้อวด
กับผู้ว่าจ้างว่าสามารถสืบเรื่องราวใดๆก็ได้ แต่นักสืบควรจะคิด
วิเคราะห์เกี่ยวกับงานแต่ละงาน จากข้อมูลที่ผู้ว่าจ้างมีมาให้ ว่ามี
ความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดในการทําตามความประสงค์ของผู้
ว่าจ้าง หากนักสืบคิดว่าสามารถทํางานนั้นได้จึงค่อยรับงานนั้น โดย
ทําความตกลงกับผู้ว่าจ้างให้แน่ชัดในขอบเขตของงาน ค่าจ้าง และ
ระยะเวลาในการทํางาน โดยนักสืบควรจะอธิบายขั้นตอนในการ
ทํางานของนักสืบในงานนั้นให้ผู้ว่าจ้างทราบ ด้วย แต่หากพิจารณา
ดูแล้วคิดว่างานนั้นนักสืบไม่สามารถทําตามความประสงค์ของผู้ว่า
จ้างได้อย่างแน่นอน ก็ให้ปฏิเสธงานนั้นไป โดยควรจะอธิบาย
เหตุผลนั้นให้กับผู้ว่าจ้างได้เข้าใจด้วย ว่าทําไม่ได้เพราะอะไร
เพราะผู้ว่าจ้างบางคนยังมีข้อมูลอื่นที่เกี่ยวกับงานนั้นอยู่อีก แต่ยัง
ไม่ยอมเล่าให้กับนักสืบฟังไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งถ้าได้
ข้อมูลส่วนนี้เพิ่มเติม อาจทําให้นักสืบสามารถรับงานนั้นจากผู้ว่า
จ้างได้
คุณธรรม จริยธรรมในงานนักสืบ นักสืบต้องมีคุณธรรมและ
จรรยาบรรณของนักสืบ

นักสืบ ที่สามารถสืบหาความจริง หรือมีพยานหลักฐาน
ประกอบในการบรรลุวัตถุประสงค์ของการสืบนั้นแล้วนักสืบไม่ ควร
นําข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่ได้มานั้นกลับไปข่มขู่คุกคามเป้า
หมาย เพื่อให้จ่ายผลตอบแทน หรือการขอผลประโยชน์อย่างหนึ่ง
อย่างใดแก่นักสืบ หรือบุคคลอื่นใด เพื่อแลกกับการที่นักสืบไม่เปิด
เผยความลับของเป้าหมาย การกระทําแบบนี้ถือว่าไม่สมควรอย่าง
ยิ่ง ถือเป็นการกระทําที่ไม่มีคุณธรรม และจริยธรรมอย่างร้ายแรง
และยังเป็นความผิดฐานรีดเอาทรัพย์อันเป็นความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญาอีกด้วย นักสืบจึงต้องเข้าใจว่า นักสืบมีหน้าที่ในการ
สืบสวนเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้างเท่า นั้น ห้ามนํา
เอาความลับของเป้าหมายมาใช้เพื่อการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อ
ตัวเอง เมื่อนักสืบทํางานบรรลุเป้าหมายแล้วต้องส่งมอบงานให้ผู้ว่า
จ้างทันที
การสังเกตและจดจําในงานนักสืบ นักสืบต้องเป็นคนช่างสังเกต
จดจําและมีไหวพริบปฏิภาณดี

นักสืบ ต้องช่างสังเกต ในการปฏิบัติงานของนักสืบนั้น บ่อย
ครั้งที่นักสืบจะต้องไปทํางานในสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน หรือต้อง
ติดตามสะกดรอยเป้าหมายที่นักสืบไม่เคยพบตัวจริงมาก่อน เห็น
ภาพแต่ในรูปถ่าย ซึ่งคนบางคนดูในรูปถ่ายแล้วไม่ค่อยเหมือนกับ
ตัวจริง และที่หนักที่สุดคือเป้าหมายนั้นบุคคลที่มีหมายจับ หรือหลบ
หนีการจับกุม ภาพถ่ายเป้าหมายที่นักสืบได้รับมานั้นไม่เป็นปัจจุบัน
และเป้าหมายอาจมีการพรางตัวด้วยการปรับเปลี่ยนบุคลิก ทรงผม
ลักษณะการแต่งกาย รูปร่าง และอาจมีการทําศัลยกรรมใบหน้า
หรืออาจมีการใช้เอกสารปลอมด้วย (เช่น บัตรประจําตัวประชาชน
ปลอม หรือบางครั้งมีการใช้บัตรประจําตัวประชาชนจริงแต่เป็นของ
คนอื่น ด้วยการอ้างว่าตนเป็นบุคคลนั้น) นักสืบจึงต้องใช้ทักษะใน
การสังเกตจดจําลักษณะ โดยรวมของเป้าหมาย เช่น ท่าทางการ
LAU สําเนียงการพด หรือลักษณะพิเศษเฉาะตัวของเป้าหมาย
เว © Bz am 56 ส 4ส50%
การแสวงหาความรู้ในงานนักสืบ นักสืบที่ดีต้องมีการศึกษา
หาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ

นักสืบ ต้องมีการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ด้วยสภาพ
เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิถีการดําเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ตลอด
จนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่มีการพัฒนา
อย่างรวดเร็ว ทําให้นักสืบจะต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ
เพราะเทคนิค วิธีการ สืบสวนและเทคโนโลยีที่ใช้ในการสืบสวน
แบบเดิมๆ ที่เคยใช้ได้ผลเป็นอย่างดีในอดีตอาจจะใช้ไม่ได้ผลกับ
สถานการณ์ในปัจจุบัน นักสืบจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด
เทคนิคและวิธีการในการสืบสวนใหม่อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายในการสืบสวน นักสืบจะต้องรู้จักศึกษาหาอุปกรณ์ช่วยใน
การสืบสวนใหม่ๆ ที่ออกมาช่วยในการสืบสวนด้วย เช่น นักสืบใน
สมัยก่อน จะรู้จักแต่การเฝ้าจุด การซุ่มโป่ง ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ไม่มี
ความรู้ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ไม่รู้จักอินเตอร์เนต ไม่มีอุปกรณ์
ที่ทันสมัยช่วยในการสืบสวน ไม่มีความรู้ในการทําธุรกรรมด้านการ
เงิน ไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากการสื่อสาร ถามว่านักสืบรุ่นเก่าเหล่านี้
สามารถทํางานสืบสวนให้บรรลเป่าหมายได้หรือไม่ คําตอบคือได้
(ถ้าเป็นยุคสมัยนั้น) แต่ไม่เหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่ง
สังคมมีความสับสนวุ่นวายกว่าในอดีตมาก ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิต
ด้วยความเร่งรีบ ไม่ค่อยมีใครมีเวลามาสนใจใคร นักสืบจึงต้องการ
ความรู้และวิทยาการใหม่ๆ มาใช้เพื่อประโยชน์ในงานสืบสวนด้วย
นอกจากนี้นักสืบยังต้องศึกษาหาความรู้จากประสบการณ์ทํางาน
ของนักสืบคนอื่น ด้วย เพราะนักสืบแต่ละคนมีประสบการณ์ทํางาน
ที่ไม่เหมือนกัน มีเทคนิควิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน นักสืบบาง
คนมีวิธีการทํางานในแบบที่เราคาดไม่ถึง แต่เราสามารถนํามาเป็น
แบบอย่างในการทํางานบางเรื่องได้ และที่สําคัญการเรียนรู้จาก
ความผิดพลาดของผู้อื่นย่อมดีกว่าการเรียนรู้จาก การผิดพลาด
ของตัวเอง เพราะในงานของนักสืบนั้น งานบางอย่างไม่อนุญาตให้
ผิดพลาด ถ้าผิดพลาดอาจหมายถึงอันตรายแก่ตัวนักสืบและทีม
งานได้ นักสืบจึงไม่สามารถที่จะหยุดการศึกษาหาความรู้ได้เลย
การวางแผนปฏิบัติการในงานนักสืบ นักสืบต้องเป็นนักวางแผน
ที่ดี
นักสืบ ต้องมีการวางแผนการทํางานที่ดี ในการทํางานของ

นักสืบนั้นก่อนที่จะเริ่มลงมือปฏิบัติภารกิจอะไร ต้องมีการประชุม
วางแผนการทํางานก่อนทุกครั้ง เสมอ โดยก่อนการประชุมจะต้องมี
การหาข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมาย และสถานที่ที่ต้องไปทํางานให้ได้
มากที่สุด ต้องมีการแจ้งให้นักสืบในทีมแต่ละคนทราบว่า ใครมีหน้า
ที่ทําอะไร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร และถ้าทําตามแผนการดังกล่าว
แล้วเกิดความผิดพลาด มีแผนสํารองหรือไม่จะให้ปฏิบัติอย่างไรต่อ
ไป เช่น นักสืบได้รับการว่าจ้างให้สะกดรอยติดตามเฝ้าสังเกต
พฤติกรรมของเป้าหมาย นักสืบก็จะต้องหาข้อมูลของเป้าหมายที่จะ
ติดตามให้ได้มากที่สุด เช่น มีภาพถ่ายเป้าหมายหรือไม่(ถ้าจะให้ดี
ให้ผู้ว่าจ้างพาไปแอบดูตัวเป่าหมายก่อน ทํางาน ในกรณีที่ภาพถ่าย
กับตัวจริงแตกต่างกันมาก) เป้าหมายมีกิจวัตรประจําวันอย่างไร ใช้
ยานพาหนะอะไร เส้นทางที่ใช้เป็นประจํา ใช้ทางด่วนหรือไม่ เพื่อ
นํามาประกอบในการวางแผนการทํางานของนักสืบ เช่น จะใช้คน
ติดตามกี่คน ใช้รถยนต์อะไรบ้าง หรือในระหว่างที่ตามเป้าหมายไป
ถ้าผิดพลาด หลงกับเป้าหมาย จะต้องไปดักรอเป้าหมายที่ไหน ซึ่ง
สิ่งที่กล่าวมานี้จะช่วยให้การสืบสวนของนักสืบง่ายขึ้น มีโอกาสใน
การประสพผลสําเร็จสูงมากขึ้นด้วย
ขั้นตอนการปฏิมัติง2นนัฉลสืม-นัฉสืบควรมีลําดับขั้นตอนในการ
18:09u. @ @ @ + © Si) am 504ส4ยผ50%
ขั้นตอนการปฏิบัติงานนักสืบ นักสืบควรมีลําดับขั้นตอนในการ
ทํางาน

นักสืบ ต้องมีการเรียงลสําดับขั้นตอนการทํางาน เมื่อนักสืบรับ
งานมาจากผู้ว่าจ้างแล้วควรศึกษารายละเอียดของงานนั้นให้ดี แล้ว
มีการกําหนดลําดับขั้นตอนในการทํางาน เพื่อจะได้ไม่เกิดความ
สับสน และควรเริ่มต้นสืบจากวิธีการที่ง่ายก่อน ถ้ายังไม่บรรลุผล
สําเร็จ แล้วจึงค่อยทําตามวิธีการที่ยากขึ้นไปอีก เป็นลําดับไปเช่นนี้
เพราะบางครั้งวิธีการสืบสวนที่ง่ายก็สามารถนําความสําเร็จมาสู่งาน
นั้นๆ ได้ ซึ่งทําให้สามารถประหยัดได้ทั้งทรัพยากรและระยะเวลาที่
ใช้ในการสืบสวน เพราะบางครั้งวิธีการสืบสวนที่ยากๆ ก็ไม่สามารถ
ทําให้งานประสบผลสําเร็จได้ นักสืบที่เริ่มทําตามวิธีที่ยากก่อนแล้ว
ไม่ประสบผลสําเร็จ ก็อาจเกิดความท้อถอย จนไม่ได้ลองใช้วิธีการ
ที่ง่ายกว่า จึงทําให้งานไม่ประสบความสําเร็จได้
สุขภาพร่างกายกับงานนักสืบ นักสืบต้องมีสุขภาพร่างกายที่
แข็งแรง

นักสืบ ต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ตามปกติแล้วชีวิตการ
งานของนักสืบจะไม่ค่อยเหมือนชีวิตคนปกติทั่วไป ที่ตื่นเช้ามาเดิน
ทางออกจากบ้านพักเพื่อไปทํางาน หลังจากนั้นตอนเย็นเลิกงานเดิน
ทางกลับมาพักผ่อนที่บ้าน แต่งานของนักสืบเป็นงานที่ไม่มีเวลา
ตายตัว บางครั้งต้องทํางานติดต่อกันทั้งกลางวันและกลางคืน และ
อาจต้องเดินทางไกลเป็นประจํา ทําให้เวลาพักผ่อนน้อยไม่เหมือน
คนปกติทั่วไป ดังนั้นนักสืบจึงต้องควรระมัดระวังในการรักษา
สุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่ เสมอ ไม่ปล่อยให้ร่างกายเสื่อม
สภาพไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา เพราะนักสืบที่มีปัญหาด้านสุขภาพ
นั้น จะมีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่เป็นนักสืบภาคสนาม ทําให้
ทํางานได้ไม่เต็มความสามารถอันเป็นผลมาจากปัญหาด้านสุขภาพ
นั่นเอง งานที่ได้รับมอบหมายก็มีโอกาสไม่ประสบความสําเร็จสูง
ด้วย นักสืบจึงต้องมีร่างกายที่แข็งแรง สามารถที่จะปฏิบัติภารกิจ
ได้ตลอดเวลา จึงจะทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นักสืบต้องหมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยในงานสืบสวนให้อยู่ใน
สภาพพร้อมใช้อยู่เสมอ

นักสืบ ทุกคนย่อมต้องมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ช่วยในงาน
สืบสวนอยู่แล้ว คงจะไม่มีนักสืบคนใดทํางานประสบความสําเร็จได้
โดยปราศจาก เครื่องมือ หรืออุปกรณ์เหล่านี้ ดังนั้นการตรวจสอบ
อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ หรือแม้แต่ยานพาหนะให้อยู่ในสภาพ
พร้อมที่จะใช้งานได้เสมอจึงเป็นเรื่องที่ สําคัญอย่างมาก และควรมี
การฝึกฝนเรียนรู้วิธีการใช้อุปกรณ์เหล่านั้นให้ละเอียดรอบคอบ
สามารถที่จะใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่วว่องไว
เพราะในสถานการณ์จริงบางทีนักสืบมีเวลาเพียงน้อยนิดในการ
เก็บรวมรวมพยานหลัก ฐานนั้นๆ ถ้าอุปกรณ์เครื่องใช้ไม่อยู่ใน
สภาพพร้อมที่จะใช้งาน หรือนักสืบไม่มีความรู้ความชํานาญในการ
ใช้เครื่องมือเหล่านั้น อาจทําให้นักสืบพลาดโอกาสสําคัญในการ
เก็บพยานหลักฐานนั้นไปเลยก็ได้ เพราะโอกาสดีๆ อาจมีแค่ครั้ง
เดียวเท่านั้น ไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก นักสืบจึงต้องให้ความสําคัญกับ
อุปกรณ์เหล่านี้ด้วย เพราะเหตุเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้อาจเป็นสาเหตุ
ทําให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาของนักสืบลัมเหลวได้
คุณค่าของนักสืบ

นักสืบ มีคุณค่าในตัวเอง อาชีพของนักสืบ ก็เหมือนกับอาชีพ
ของผู้ชํานาญการของแต่ละวิชาชีพ คือเมื่อนักสืบมีประสบการณ์
ทํางานที่มากขึ้น ก็จะมีความสามารถมากขึ้นตามไปด้วย ยิ่งถ้า
จรรเขขุเพเฟีไอ ล